ข่าวประชาสัมพันธ์

May 17, 2018

กอปศ. เล็งเปิดศูนย์เทรนนิ่งเซ็นเตอร์ผลิตเด็กอาชีวะสู่ไทยแลนด์ 4.0

ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 20/2561 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 ณ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษาขึ้น เนื่องด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ข้อ คือ
1. การพัฒนาของประเทศในอนาคตจำเป็นต้องมีกำลังคนที่มีความรู้และทักษะในทางปฏิบัติ เพื่อรองรับความก้าวหน้าการใช้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
2. ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ แม้จะจบการศึกษาภาคบังคับแต่บางคนยังไม่สามารถทำงานได้ กลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาฝีมือแรงงานจากอาชีวศึกษา
นี่เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องแก้ไขให้ได้ ทั้งนี้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ได้กำหนดมาตราเฉพาะที่ให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษา ให้เกิดความคล่องตัวและสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุก ซึ่งอนุกรรมการต้องนำไปพิจารณาต่อไปเพื่อพัฒนาขีดความสามารถอาชีวศึกษาของประเทศไทย

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาและประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษา กล่าวว่า ทางอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษาได้ดูเรื่องของเป้าหมายในการปฏิรูปอาชีวะ ซึ่งมีอยู่ 3 เรื่อง คือ
1. การเพิ่มจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนและประเทศ ผู้เรียนจบต้องมีงานทำ
2. ผู้ที่เรียนอาชีวะจะต้องมีทักษะและเก่งปฏิบัติ และ
3. ผู้เรียนมีความสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ในอนาคต
เมื่อเทียบสัดส่วนของผู้เรียนระหว่างสายอาชีวศึกษากับสายสามัญ พบว่า มีสัดส่วนอยู่ที่ 38 ต่อ 62 จึงต้องการเพิ่มสัดส่วนนี้ให้มีความเหมาะสมในการพัฒนาประเทศไปสู่ 4.0 และ EEC ซึ่งมีความต้องการสาขาเฉพาะทางมากขึ้น แรงจูงใจที่สำคัญในการจะเพิ่มสัดส่วนของนักเรียนอาชีวะ คือ การเพิ่มค่าแรงให้แก่ผู้เรียนจบอาชีวะ ซึ่งจะต้องเป็นสาขาที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนและต้องเรียนในระบบทวิภาคี อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การให้ทุนเรียนฟรี 20% จากจำนวนนักเรียนทั้งหมดที่เรียนสายอาชีวะ และกำหนดให้เรียนในสาขาที่ขาดแคลน อีกมุมหนึ่ง พบว่า เด็กส่วนใหญ่ที่เรียนสายอาชีวะฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน กองทุน กยศ. อาจเข้ามามีบทบาทเรื่องการกู้ยืมเพื่อการศึกษาให้เหมาะสมกับการเรียน เนื่องจากสถาบันอาชีวะเอกชนหลักสูตรเรื่องระบบราง เป็นสาขาที่มีความต้องการของภาคเอกชน แต่มีค่าเทอมค่อนข้างสูง ซึ่งเด็กที่จบมามีงานรองรับ ทางอนุกรรมการฯ มองว่าหากมีการเพิ่มวงเงินกู้ให้สูงขึ้นหรือคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ จะทำให้มีเด็กหันมาเรียนสายอาชีวะมากขึ้น อีกทั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่เพิ่งประกาศใช้ คิดว่าน่าจะให้เงินส่วนหนึ่งแก่เด็กด้อยโอกาส ช่วยเหลือเด็กที่ยากจนให้มาเรียนสายอาชีวะได้ประมาณ 5,000 คน นอกจากนั้นหลักสูตรจะต้องจูงใจให้เด็กอยากเรียน จบมามีงานทำทันที หลักสูตรต้องเน้นเรื่องของไอที ภาษาอังกฤษ และการอบรมระยะสั้น ปัจจุบันระบบทวิภาคีได้ดึงผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้ามาร่วมในการช่วยให้เด็กอาชีวะเก่งปฏิบัติ ซึ่งมีผู้ประกอบการเข้าร่วมเพียง 14 % เท่านั้น และมีแนวคิดที่จะจัดตั้งเทรนนิ่งเซ็นเตอร์หรือศูนย์ฝึกอบรม การจัดตั้งศูนย์ในระยะแรกมองว่าควรจะจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอย่างน้อย 10 แห่ง ให้เด็กอาชีวะที่ไม่ได้อยู่ในระบบทวิภาคีเข้ามาฝึกงาน และรัฐควรให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและการบริหารจัดการ ในการสร้างเด็กให้เป็นผู้ประกอบการหลักสูตรจะต้องมีการสอนเรื่องเศรษฐศาสตร์ การบริหารจัดการ การเงินเบื้องต้น การให้เด็กมีโอกาสได้ทดลองเป็นผู้ประกอบการหรือสถานศึกษามีการจัดตั้งร้านค้าเพื่อให้เด็กได้ทดลองเป็นผู้ประกอบการ ปัญหาเรื่องครูนั้นก็ถือเป็นสิ่งสำคัญมองว่าควรมีผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์มาช่วยดูแลเด็กในเชิงปฏิบัติ การส่งครูไปฝึกปฏิบัติกับผู้ประกอบการเพื่อให้ครูมีทักษะความรู้เพิ่มมากขึ้น ปัญหาเรื่องงบประมาณจากกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้เด็กไม่ได้ใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ทางออก คือ การขอเครื่องมือจากภาคเอกชน แต่ทั้งนี้ยังติดปัญหาเรื่องงบประมาณในการดูแลบำรุงเครื่องมือ ส่วนเรื่องอาชีวเอกชนนั้นมองว่าควรให้เงินอุดหนุนที่มีความเท่าเทียมกันกับอาชีวะของรัฐบาล และควรดูแลหรือให้สวัสดิการแก่ครู ถ้าทำให้อาชีวะเอกชนแข็งแรงก็จะแบ่งเบาภาระของรัฐบาลได้มากขึ้น

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษากล่าวว่า การจะนำไปสู่การปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ที่ประชุมมีความคิดเห็นว่าจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นใน 7 ประเด็น ดังนี้ 1. การให้เรียนฟรีในสาขาที่ขาดแคลน และในพื้นที่พิเศษ  2.การเรียนระบบทวิภาคีของนักเรียนอาชีวะ  3. ครูอาชีวะไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพ  4. ให้อาชีวะเอกชนได้รับเงินอุดหนุนเท่ากับอาชีวะของรัฐ  5. ให้กรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านอาชีวะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงทางอาชีวะ  6. ให้สถานประกอบหรือโรงงานมาตั้งอยู่ในวิทยาลัย  7. ทำอย่างไรให้ผู้เรียนอาชีวะได้รับเงินเดือนของรัฐในอัตราที่สูงขึ้นประมาณ 7 % ทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่ต้องนำไปรับฟังความคิดเห็น