ข่าวประชาสัมพันธ์

June 24, 2018

กอปศ. วิเคราะห์ทรัพยากรศึกษาสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ หมวด 6 เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา

ที่ประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 25/2561 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 ณ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาถึงผลการวิเคราะห์ข้อมูลทรัพยากรด้านการศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนในการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. หมวด 6 ระบบทรัพยากรเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้

ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า ประเทศไทยใช้งบประมาณเพื่อการศึกษาจำนวนมาก คิดเป็นร้อยละ 6.1 ของ GDP แต่คุณภาพการศึกษายังไม่ดีเท่าที่ควร ไม่สามารถแข่งขันระดับนานาชาติได้ จึงต้องมีการปรับการจัดสรรงบประมาณใหม่ ไม่ใช้วิธีถัวเฉลี่ยเท่ากันหมด ควรพิจารณาจากความจำเป็นเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และควรสนับสนุนงบประมาณไปที่โรงเรียนโดยตรง อาจใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณผ่านผู้เรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะมีหน้าที่สนับสนุน นอกจากนี้งบประมาณการศึกษาส่วนใหญ่ยังเป็นค่าบุคลากรทางการศึกษาและค่าวิทยฐานะ ซึ่งระบบเดิมยังไม่ตอบสนองต่อการพัฒนาของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง การเลื่อนวิทยฐานะควรเป็นการเลื่อนที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบและหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น เช่น ครูที่มีประสบการณ์ มีวิทยฐานะ ควรทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับครูจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ได้เรียนรู้วิธีการสอน เพื่อให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา และเพื่อทำให้ระบบการศึกษาดีขึ้น โดยมีแนวคิดว่าในอนาคตผู้ที่จะเข้าสู่วิทยฐานะใหม่ต้องมีการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ

รองศาสตราจารย์ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่าภาครัฐเป็นผู้จัดการศึกษาที่ใหญ่ที่สุด สพฐ. ใช้งบประมาณมากถึงร้อยละ 70 เพราะดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงสร้างของสพฐ. มีข้าราชการ 5 แสนคน เป็น 1 ใน 4 ของข้าราชการ จึงต้องมาดูการวางแผนด้านทรัพยากร ในช่วง 4-5 ปี จะมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเกษียณ ปีละ 20,000 คน จึงต้องมีการบริหารอัตรากำลังให้เหมาะสมเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนครูและเกลี่ยอัตรากำลัง สพฐ. ใช้งบประมาณเพื่อดูแลทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ มีการคำนวณค่าใช้จ่ายในระดับจังหวัดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัว พบว่ามีการกระจายค่อนข้างมาก แต่ละพื้นที่ได้รับทรัพยากรต่อหัวแตกต่างกันมาก รายรับรายจ่ายในระดับสถานศึกษานอกจากงบประมาณแผ่นดินแล้ว โรงเรียนของรัฐมีรายรับภายนอกจากหลายส่วน เช่นจากท้องถิ่นในส่วนของงบอาหารกลางวัน หน่วยงานรัฐอื่นๆและรายได้ของสถานศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กมีรายจ่ายต่อหัวสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่เพราะตัวหารน้อย ข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ที่ประชุมได้มีการพิจารณาข้อกำหนดใน พ.ร.บ.การศึกษา เรื่องการจัดสรรเงินผ่านอุปสงค์ การจัดสรรเงินให้ครูก็ต้องให้ได้ผลว่าการศึกษาดีขึ้นจริง ระบบการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวที่ สพฐ.ได้ใช้มา 10 ปีแล้วต้องทำการปรับปรุง จุดด้อยของการจัดสรรเงินรายหัวที่ผ่านมาว่าเดิมจะดูเพียงมิติด้านความยากจน ยังไม่ได้มีการพิจารณาถึงความแตกต่างของผู้เรียน หากมีงบประมาณมากพอโรงเรียนก็น่าจะสามารถจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของเด็ก และตามสภาพความแตกต่างเศรษฐกิจของโรงเรียนด้วย เพราะแต่ละโรงเรียนมีต้นทุนในการบริหารจัดการที่ไม่เหมือนกัน เช่น โรงเรียนบนเขา โรงเรียนบนเกาะ จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางการจัดซื้อจัดหาสูงกว่า หากรัฐบาลมีตัวเลขที่เหมาะสมก็จะทำให้ได้พิจารณาเงินอุดหนุนที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาถึงการปรับงบประมาณอุดหนุนสำหรับโรงเรียนเอกชน ซึ่งรัฐต้องแบ่งบทบาทในการดูแล

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เห็นว่า ส่วนกลางควรมีหน้าที่เชิงวิจัย พัฒนานวัตกรรม ประเมินผล ส่งเสริม ควบคุม และกำกับ เขตพื้นที่มีหน้าที่รับนโยบายจากส่วนกลางและให้การสนับสนุน โดยมีสถานศึกษาเป็นหน่วยปฏิบัติ โครงสร้างงบประมาณจึงควรกระจายสู่เขตพื้นที่และสถานศึกษา ทั้งนี้การจัดสรรงบประมาณจะไม่ใช้วิธีเฉลี่ยเท่า ๆ กัน แต่จะดูความแตกต่างตามบริบท 3 ด้านที่ระบุไว้ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … คือ 1.ความแตกต่างของตัวบุคคล 2.ความแตกต่างของสถานศึกษา และ 3.ความต่างระหว่างรัฐและเอกชน นอกจากนี้ ตัวเลขค่าวิทยฐานะของ สพฐ. ซึ่งใช้งบประมาณ 35,000 ล้าน/ปี แยกตามระดับวิทยฐานะ ดังนี้ 1.ระดับเชี่ยวชาญ มีอยู่ 1,329 คน คิดเป็น 0.35 % 2.ระดับชำนาญการพิเศษ มีอยู่ 197,880 คน คิดเป็น 52.51% 3.ระดับชำนาญการ มีอยู่ 77,135 คน คิดเป็น 20.47% และ 4.กลุ่มที่ยังไม่มีวิทยฐานะ 100,520 คน คิดเป็น 26.67% เมื่อปี 2550 จำนวนครู 1 คน ต่อนักเรียน 20 คน แต่ปัจจุบันจำนวนครู 1 คน ต่อนักเรียน 16 คน อีกทั้งพบว่า จำนวนประชากรเด็กมีแนวโน้มลดลงสวนทางกับอัตราเงินเดือนของครูและค่าวิทยฐานะที่เพิ่มขึ้น การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้จึงต้องปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณ และบุคลากรทางการศึกษา