ข่าวประชาสัมพันธ์

February 15, 2018

กอปศ. ผนึกกำลังร่วมกับ สกศ. นำร่องอ่างขางโมเดล

วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ ๗/๒๕๖๑ ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต อาคาร ๒ ชั้น ๒ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดย การประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาเรื่อง รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนเครือข่ายความร่วมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษา และโครงการแถลงผลงานที่ผ่านมาของ กอปศ. ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา กล่าวว่า วันนี้การประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษามี ๒ เรื่อง สำคัญ คือเรื่อง รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนในกำกับของรัฐหรือโรงเรียนนิติบุคคล โดย กอปศ. ได้รับข้อคิดเห็นมาจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ มากมาย ที่สนับสนุนให้มีการตั้งโรงเรียนเป็นนิติบุคคล ระบบปัจจุบันเป็นแบบ one size fit all แบบเดียวแล้วใช้ทั้งประเทศ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะแต่ละพื้นที่ความต้องการแตกต่างกัน โรงเรียนที่ต้องการเป็นโรงเรียนนิติบุคคล ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่มีความพร้อม และนำไปสู่ความเป็นเลิศ แต่ปัญหาขณะนี้คือโรงเรียนที่ยังไม่มีความพร้อมจะเป็นโรงเรียนนิติบุคคล จะมีการบริหารจัดการอย่างไร ครูเรียม สิงห์ทร จึงได้ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัดทำกรอบการพัฒนาอ่างขางโมเดล ซึ่งเป็นโรงเรียนชายขอบ จะรวมกันเป็นกลุ่มโรงเรียนที่จะจัดให้มีการบริหารจัดการแบบอิสระได้หรือไม่ และทำอย่างไร และที่ประชุมได้มีการพิจารณาอย่างกว้างขวาง โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ช่วยพิจารณาประเด็นในเชิงกฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ ว่าเรื่องใดสามารถทำได้หรือไม่อย่างไร

ครูเรียม สิงห์ทร กล่าวว่า ได้ทำกรอบการพัฒนาอ่างขางโมเดล ซึ่งมีโรงเรียนจำนวน ๕ แห่งในจังหวัดเชียงใหม่เข้าร่วม ได้แก่ โรงเรียนขอบด้ง อ.ฝาง โรงเรียนเทพศิรินทร์ อ.ฝาง โรงเรียนบัวหลวง อ.ฝาง โรงเรียนบ้านฝาแดง อ.ชัยปราการ และโรงเรียนสันติวนา อ.ชัยปราการ ซึ่งได้วางกรอบการพัฒนาอ่างขางโมเดลแยกออกเป็น ๔ ส่วน คือ ๑) การบริหารงานวิชาการ ได้วางแนวทางปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับพื้นที่ เน้นเรื่องการอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชนเผ่า อีกทั้งอ่างขางเป็นแหล่งท่องเที่ยวจึงต้องมีการพัฒนาทักษะอาชีพ สร้างมาตรฐานหลักสูตร โดยทีมวิชาการบนพื้นที่สูง ๒) การบริหารงานบุคคล โรงเรียนสามารถเลือกบุคลากรที่ตรงกับความต้องการได้ และต้องการการสนับสนุนบุคลากรทางด้านการเงิน เจ้าหน้าที่พัสดุ และเจ้าหน้าที่ธุรการ ฯลฯ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาครูทิ้งห้องเรียนได้ ๓) การบริหารงบประมาณ มีการจัดสรรงบประมาณตามความยากลำบากในแต่ละพื้นที่ตามถิ่นทุรกันดาร โดยมีกลไกในการคัดกรอง ซึ่งต้องจัดสรรให้ทั่วถึง เพียงพอ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของเด็กในชุมชนเมืองและเด็กชายขอบ และ ๔) การบริหารงานทั่วไป ลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนของครู นอกเหนือจากงานสอน

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การจะยกระดับคุณภาพการศึกษาได้โรงเรียนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นโรงเรียนที่พึงประสงค์และเป็นอิสระ นี่คือแนวทางการดำเนินงานที่ต้องทำ หลังจากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ลงพื้นที่และรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว ซึ่งถึงเวลาที่ต้องทดสอบแนวคิดที่ได้มา ว่าจะทำให้เกิดโรงเรียนที่พึงประสงค์และเป็นอิสระได้นั้นต้องทำอย่างไร โดยยึดหลักพื้นฐานแนวคิดที่จะนำไปทดลองต้องไม่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งรูปแบบที่อาจารย์เรียมเสนอมานั้นจะเป็นรูปแบบของโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลหรือเป็นโรงเรียนชายขอบ โดยอาจมีการขยายผลเป็นรูปแบบของโรงเรียนในเมืองหรือโรงเรียนในเขตพื้นที่ต่างๆ ต่อไป โครงการที่ครูเรียมเสนอมานั้นเป็นรูปแบบของโรงเรียนเครือข่ายซึ่งมีอยู่ ๕ โรงเรียน โดยเป็นโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงกันตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ ไม่ใช่ตามพื้นที่การปกครอง โดยยึดหลักคุณภาพผู้เรียนเป็นหลัก ในส่วนของวิธีการคือทำให้ครูมีโอกาสได้ทำหน้าที่สอนได้มากที่สุด ลดภาระเรื่องงานธุรการ ให้โรงเรียนได้ครูที่ตรงกับสาขาที่ต้องการ ได้งบประมาณที่เพียงพอ โดยรอบนี้จะดำเนินการภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ โครงการนี้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะร่วมกับคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่ดำเนินการ

นอกจากนี้ ดร.ภัทรียา สุมะโน ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคม ยังได้เชิญชวนสื่อมวลชน ร่วมงาน กอปศ. – สื่อมวลชน มิตรภาพที่ยั่งยืน ซึ่งจะมีการแถลงข่าวผลงานในรอบ ๘ เดือนของ กอปศ.และคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ในวันศุกร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ณ ห้องวุฒิไชยเฉลิมลาภ อาคารราชนาวิกสภา กองทัพเรือ