ข่าวประชาสัมพันธ์

February 28, 2018

กอปศ. เตรียมชี้แจง กมธ. 28 ก.พ.นี้ ขอคงอัตรา 5% งบประมาณด้านการศึกษาเข้ากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ภายในงานมหกรรมสร้างเสริมสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี  ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.)  ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่างพรบ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาฯ ว่า ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) วาระที่ 1 แล้ว  จากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ สนช.  ก่อนเข้าสู่สนช.วาระที่ 2 และ 3  ส่วนประเด็นในเรื่องของแหล่งที่มาเงินทุนที่จะเข้าสู่กองทุนฯ จากเดิมในร่างกฎหมายที่ กอปศ. จัดทำเสนอให้จัดสรร 5% จากงบประมาณด้านการศึกษา  แต่ร่างที่ผ่านสนช. วาระ 1 ให้จัดสรรทุนประเดิม 1,000 ล้านบาทเข้ากองทุน และให้เสนอแผนงานที่ชัดเจนเสนอต่อคณะกรรมการกองทุน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ  เพื่อสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณให้อย่างเพียงพอ   ทั้งนี้ในฝ่ายที่ยกร่างพรบ.นี้มีความกังวลว่าหากเวลาเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ คนอาจจะไม่เข้าใจและไม่สามารถจัดได้ตามความจำเป็น  อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้อาจจะมีการแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายอีกครั้งในชั้นกรรมาธิการได้   ซึ่งดร.ประสารฯ จะเป็นผู้แทนกอปศ.เข้าชี้แจงเหตุผลที่เสนอบรรจุงบ 5% ไว้ในกฎหมายต่อกรรมาธิการในวันที่ 28 ก.พ.นี้   โดยเหตุผลที่ต้องการเสนอให้มีเงินทุนเข้ากองทุนตามที่กอปศ. เสนอบรรจุไว้เดิม  เนื่องจากมองว่าหากมีการจัดงบประมาณด้านการศึกษาไว้เท่าไหร่  ก็อยากจะจัดงบประมาณมาใช้ในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและพัฒนาครูไว้ 5 %   ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณมีความกังวลว่าจะเป็นการทำเป็นตัวอย่างแล้วหน่วยงานอื่นๆจะทำในลักษณะเดียวกัน  แต่ในการเสนอบรรจุ 5% ของกอปศ. มีการคำนึงถึงประเด็นนี้เช่นกัน  จึงอ้างอิง 5% ของงบด้านการศึกษา ไม่ใช่งบประมาณทั่วไป  และมีการวางกรอบเวลาช่วง 5 ปีในการสร้างระบบและสร้างตัวอย่าง  หลังจากนั้นก็ใช้อ้างอิงจากผลงาน  โดยจะมีการชี้แจงในชั้นกรรมาธิการต่อไป

ดร.ประสาร กล่าวต่อไปว่า ในร่างพรบ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาฯ ได้มีการกำหนดแหล่งทุนอื่นไว้ด้วย เช่น เงินบริจาคให้ได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษี  หรือถ้าจำเป็นก็ขอรัฐบาลโดยขอรายได้ส่วนหนึ่งจากสลากกินแบ่งรัฐบาล  ส่วนเงินประเดิม 1,000 ล้านบาท คงไว้เพื่อวัตถุประสงค์รักษาความมั่นคงของสำนักงานกองทุน เพราะเมื่อจัดตั้งแล้วจำเป็นที่จะต้องรับพนักงานและต้องมีเงินเดือนและค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ  อย่างไรก็ตาม การคงอัตรา 5 %ไว้ในร่างพรบ.ฯ เช่นเดิม จะทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นว่ามีทรัพยากรในระดับเพียงพอที่จะให้กองทุนฯ สามารถดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย   ตามบทบัญญัติในร่างพรบ.ฯ ที่ผ่านวาระแรก ไม่ได้มีอะไรที่ชี้ไปในทางที่ว่าปฏิเสธไม่ให้งบประมาณ  เพียงบอกว่าไม่อยากให้ใส่ตัวเลข แต่ให้ทำแผนและถ้าครม. เห็นชอบ  สำนักงบประมาณก็จัดงบประมาณให้เพียงพอ  ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ขึ้นกับว่าการจัดทำแผนต้องเป็นที่น่าเชื่อถือแค่ไหน  มีตัวเลขยืนยันเพียงใด และครม.มีความมุ่งมั่นแค่ไหน   ส่วนเรื่องการปรับขนาด แน่นอนว่าโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ซึ่งจากงานวิจัยพบว่ามีเด็กและเยาวชนที่กองทุนจะเข้าไปช่วยเหลือประมาณ 4.3 ล้านคนและครูอีกจำนวนหนึ่ง  และมีหลักการว่าจะเข้าไปสนับสนุนในรูปแบบใด  อัตราอุดหนุนคนละเท่าไหร่  หากสมมติฐานว่าเงินกองทุนได้น้อย  ก็จะต้องไปปรับกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ จำนวนคนที่ได้รับการช่วยเหลืออาจจะลดลง หรือจำนวนเงินต่อหัวที่ได้รับการช่วยเหลือลดลง ซึ่งวิธีการบริหารจัดการอาจจะต้องปรับเปลี่ยน