ข่าวประชาสัมพันธ์

March 19, 2018

กอปศ. ประชุมระดมความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2561 คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นประธานการประชุม การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น เพื่อระดมความคิดเห็นในการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ จากผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย จำนวน 200 คน ใน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การศึกษาเพื่อการพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต 2) การศึกษาตามอัธยาศัย 3) การศึกษาทางเลือก 4) การวัดผลและประเมินผลการจัดการศึกษา และ 5) การสร้างความเข้มแข็งให้สถานศึกษา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำข้อเสนอยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อไป

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาเรื่อง แนวทางการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ว่า ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. เป็นเครื่องมือหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดระบบการศึกษาของประเทศสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตของประเทศ มีความคล่องตัวที่จะรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยกระดับคุณภาพ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างเสริมให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และสร้างเสริม ธรรมาภิบาลของระบบการศึกษา

หลักและแนวทางสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากเวทีต่างๆ 4 ภุมิภาค และจะบรรจุไว้ในร่าง พรบฯ มีสาระสำคัญ ประกอบด้วย
1. จัดระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
2. มุ่งเน้นการศึกษาและการเรียนรู้ที่ครอบคลุมตลอดช่วงชีวิต โดยขยายบทบาทและปรับการจัดระบบการศึกษาให้ประกอบด้วย การศึกษาตามระบบ การศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต และการศึกษาตามอัธยาศัย
3. ให้การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตามระบบ มีผู้เรียน ผู้ปกครอง และสถานศึกษาเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ เช่นภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา กำกับดูแล และให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาเรียนรู้
4. ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ เช่น ผู้เรียนที่มีความบกพร่องหรือพิการที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ ผู้เรียนที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
5. แยกกลไกด้านนโยบาย ด้านงบประมาณ ด้านปฏิบัติการเพื่อจัดการศึกษา ด้านการกำกับควบคุม และด้านการสนับสนุนการจัดการศึกษา ออกจากกันให้มีความชัดเจน แต่ให้ทำงานเชื่อมโยงและบูรณาการกันได้
6. ให้ใช้หลักสูตรสมรรถนะสำหรับการจัดการศึกษาตามระบบในแต่ละระดับ โดยให้มีการเปิดกว้างของแนวทาง กระบวนการ วิธีการหรือเครื่องมืออื่น ให้เป็นทางเลือกเพื่อบรรลุถึงผลลัพธ์ดังกล่าว และเสนอให้มีสถาบันหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นหลักดำเนการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการสอนที่เกี่ยวข้อง
7. ใช้ประโยชน์ระบบการวัดและประเมินผลทางการศึกษาอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ
8. ให้ระบบสถานศึกษามีความยืดหยุ่น เพื่อรองรับความหลากหลายของสถานศึกษารูปแบบใหม่ และมุ่งเน้นพัฒนาให้เกิดสถานศึกษาที่มีความเป็นอิสระในการจัดการ อาทิ โรงเรียนนิติบุคคล โรงเรียนในกำกับของรัฐ โรงเรียนพันธะสัญญา
9. ให้การประกันคุณภาพของสถานศึกษามีเท่าที่จำเป็นเพื่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีธรรมาภิบาล ไม่สร้างภาระที่เกินจำเป็นต่อครู อาจารย์และสถานศึกษา จนส่งผลกระทบให้ครูและอาจารย์ไม่สามารถให้เวลาต่อกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างเพียงพอ
10. ให้มีระบบสนับสนุนสถานศึกษาที่จำเป็น อาทิ ระบบขนส่งนักเรียนระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา การจัดการในภาวะภัยพิบัติและฉุกเฉินฯ
11. ส่งเสริมความเป็นวิชาชีพของครูที่ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีคุณธรรมและจริยธรรม เน้นคุณภาพของกลไกในการผลิต คัดกรอง และพัฒนาครูคุณภาพ ให้เส้นทางความก้าวหน้าของวิชาชีพเชื่อมโยงกับประสิทธิผลของการสอนและการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้เรียน
12. ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและประเมินความเหมาะสมในการเข้าสู่ตำแหน่ง โดยกำหนดแนวทางที่เหมาะสม
13. เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมของระบบการจัดการศึกษา
14. การจัดการศึกษาในกลุ่มที่มุ่งเน้นให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ อาทิ การศึกษาระดับปฐมวัย อาชีวศึกษา อุดมศึกษา
15. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการศึกษา
16. การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาจากภาครัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพ และมุ่งสู่ความเป็นเลิสของผู้เรียน
17. การระดมทรัพยากรจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
18. ให้มีกลไกทางนโยบายที่สามารถทบทวนและชี้นำทิศทางการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถ่ายทอดแผนงานสู่การปฏิบัติ รับผิดชอบจัดทำและบริหารแผนปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉม (Transformational change) ของระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศที่มีการดำเนินการอย่างรอบด้าน