Knowledge Base

April 30, 2018

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …

โดย ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงษ์พันธุ์ ประธานอนุกรรมการเด็กเล็ก (กอปศ.)

๑. การบูรณาการงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย

งานพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้นอยู่ในการดูแลของ ๔ กระทรวงหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ และ กระทรวงมหาดไทย นอกจากนี้ยังมีกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงานเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กที่สถานประกอบการ และสวัสดิการของบิดามารดาเด็ก กระทรวงยุติธรรม ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิเด็ก ดูแลเด็กที่เกิดในเรือนจำ ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการบัญญัติร่างพ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. มาตรา ๑๑ และ มาตรา ๑๕ กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อทำงานบูรณาการนโยบายและแผนงานการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเพื่อบูรณาการงบประมาณการพัฒนาเด็กปฐมวัย พร้อมกำกับติดตามประเมินผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนกำกับพัฒนาหน่วยบริการเด็กปฐมวัยให้บริการอย่างมีคุณภาพ

๒. แนวทางการพัฒนาเด็กปฐมวัย

การพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้นเน้นการดูแล (Care) การพัฒนา (Development) และการจัดการเรียนรู้ (Education) การดูแลพัฒนาและการจัดการเรียนรู้เด็กปฐมวัยต้องทำตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดาให้เด็กมีร่างกายแข็งแรงและสมองพัฒนาเต็มที่ หากเด็กขาดไอโอดีนอาจมีผลทำให้เป็นบุคคลปัญญาอ่อน ขาดวิตามินเออาจทำให้เด็กตาบอด เมื่อคลอดออกมาก็ยังเน้นการดูแลและการพัฒนาเด็กเล็กด้วยการให้แรงจูงใจและให้ความรู้แก่มารดาในการเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเอง ตั้งแต่ให้นมมารดาแก่เด็กอย่างน้อย ๖ เดือน เพราะนมมารดาเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องเข้ามาร่วมทำงานกับมารดาของเด็กเล็ก เพื่อให้ความรู้แก่มารดา ในการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กให้พัฒนารอบด้านและให้สมองได้มีการพัฒนาดีตามวัย หากเด็กจำเป็นต้องไปอยู่ที่ศูนย์เลี้ยงเด็กที่จัดตั้งขึ้นตามหน่วยงานต่างๆ ต้องดูแลให้ศูนย์เลี้ยงเด็กเหล่านั้นมีมาตรฐานในการดูแลเป็นมาตรฐานเดียวกัน การกำกับพัฒนาต้องมาจากหน่วยเดียว ซึ่งปัจจุบันมีมาตรฐานจากหลายหน่วยและแต่ละหน่วยก็เข้ามาตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานของตน ทำให้เกิดความยุ่งยากแก่ศูนย์เลี้ยงเด็ก

เมื่อเด็กมีอายุ ๓ ขวบ เป็นเด็กก่อนวัยเรียนต้องเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาล คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยก็ต้องกำหนดมาตรฐานแกนกลางเพื่อให้โรงเรียนได้นำไปทำเป็นหลักสูตรของสถานศึกษาต่อไป โรงเรียนอนุบาลกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานหลายกระทรวง ก็จำเป็นต้องให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานแกนกลางเดียวกัน และให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีอำนาจกำกับพัฒนาโรงเรียนอนุบาลในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็นไปตามมาตรฐานแกนกลางเดียวกันแม้จะมีหลักสูตรที่แตกต่างกันก็ตาม และเมื่อเด็กจบอนุบาลเข้าเรียนต่อประถมศึกษาปีที่ ๑ และประถมศึกษาปีที่ ๒ ก็ขอให้มีการจัดหลักสูตรของประถมศึกษาปีที่ ๑ ประถมศึกษาปีที่ ๒ เน้นเรื่องสมรรถนะของเด็กให้พัฒนาต่อไปได้อย่างเต็มที่ แม้จะเริ่มมีการเรียนการสอนในเรื่องเนื้อหาสาระแต่ก็ให้เนื้อหาสาระกลมกลืนไปกับการพัฒนาสมรรถนะ เช่น เน้นการอ่านให้เข้าใจไม่ใช่เพียงแต่การอ่านออก เขียนอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ ไม่ใช่เพียงแค่เขียนได้เท่านั้น ส่วนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็ต้องให้สอดรับกับวัยของเด็ก

ด้วยเหตุนี้จึงมีการนิยามคำว่าเด็กปฐมวัยหมายถึงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า ๘ ขวบ และให้หมายความรวมถึงเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาหรือตั้งแต่เด็กปฏิสนธิบัญญัติไว้ในร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. … มาตรา ๔

๓. การวางหลักประกันว่าการพัฒนาเด็กปฐมวัยจะดำเนินไปอย่างถูกทิศทาง โดยไม่อนุญาตให้มีการสอบคัดเลือกเข้าประถมศึกษาปีที่ ๑

โรงเรียนยอดนิยมประมาณ ๔๐๐ แห่งได้มีการจัดสอบเข้าประถมศึกษาปีที่ ๑ และเน้นการสอบเนื้อหาสาระ ทำให้โรงเรียนอนุบาลต่างๆ ต้องหันมาให้ความสำคัญในการสอนเนื้อหาสาระแทนเน้นการพัฒนาสมรรถนะด้านต่างๆ และการพัฒนาสมองของเด็กตามวัย นอกจากนี้ทำให้เกิดโรงเรียนติวเข้า ประถมศึกษาปีที่ ๑ และพ่อแม่ก็นำเด็กไปติว ทำให้เด็กไม่มีเวลาเล่นหาความสนุกสนานตามวัยที่ควรจะเป็นทำให้เด็กมีความเครียด การเรียนเนื้อหาสาระก่อนวัยอันควรและเพื่อสอบแข่งขัน ทำให้พ่อแม่และครูสร้างแรงกดดันแก่เด็กทำให้เด็กเครียดมีผลกระทบต่อการพัฒนาสมรรถนะและการพัฒนาสมองไม่ได้พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็นตามวัย

ด้วยเหตุนี้ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. มาตรา ๑๐ จึงห้ามไม่ให้มีการสอบคัดเลือกเข้า ประถมศึกษาปีที่ ๑ ยกเว้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยกำหนด ตัวอย่างที่ได้มีการพูดคุยกัน การสอบคัดเลือกน่าจะไปสอบพ่อหรือแม่แทน โดยสอบเกี่ยวกับเนื้อหาการเลี้ยงดูลูกเพื่อให้ลูกได้มีการพัฒนาสมรรถนะและสมองได้อย่างสมวัย หรือการร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาบุตรหลานของตน หากจะมีการทดสอบเด็กควรเป็นการทดสอบสมรรถนะที่ไม่ทำให้เด็กเครียด โรงเรียนต่างๆสามารถเสนอวิธีทดสอบมาให้คณะกรรมการกำหนดเป็นข้อยกเว้นได้ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยจะกำหนดให้เป็นข้อยกเว้นต่อเมื่อการทดสอบนั้นต้องไม่ทำให้เด็กเครียด

๔. สถานะของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย

เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือสำนักงานของตนเอง ทำนองเดียวกันกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เพียงแต่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องอยู่กับหลายกระทรวงจึงไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการแต่เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับของนายกรัฐมนตรี ตามร่างพ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. มาตรา ๑๗

๕. แนวทางการประกันคุณภาพการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการแก่เด็กปฐมวัย และบุคคลในครอบครัวของเด็กปฐมวัย

เพื่อให้หน่วยให้บริการเด็กปฐมวัย เป็นไปอย่างมีคุณภาพจึงแยกหน่วยบริการออกจากหน่วยงานที่กำหนดนโยบายและกำกับพัฒนา นอกจากนี้เพื่อให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยและสำนักงานของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยทำหน้าที่ออกนโยบายและกำกับให้มีการพัฒนา และจัดการเรียนรู้แก่เด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ร่างพ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. มาตรา ๓๕ – ๓๖ กำหนดให้มีคณะกรรมการติดตามประเมินผลคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยและสำนักงานนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยในปีที่ ๓ ของการทำงานของกรรมการ เพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะในการทำงานของคณะกรรมกานโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยและสำนักงานนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ซึ่งอาจรวมถึงข้อเสนอแนะในการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งเป็นรายงานเพื่อให้คณะกรรมการชุดใหม่นำไปพิจารณาปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้นไป

นอกจากนี้ ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. มาตรา ๙ อนุ ๓ วรรค๒ ยังกำหนดให้หน่วยบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและของเอกชนต้องได้รับเงินอุดหนุนรายหัว หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้ารับบริการจากหน่วยให้บริการของรัฐและเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่ว่าบุคคลในครอบครัวของเด็กปฐมวัยจะเห็นว่าหน่วยบริการใดที่จะให้บริการกับเด็กได้ดีที่สุดหรือเหมาะสมที่สุดก็สามารถเรียกใช้บริการหน่วยงานนั้นได้ นอกจากนี้ยังกำหนดให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องต่างๆ เพื่อการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้ให้แก่เด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมตามที่กำหนดไว้ในอนุต่างๆของมาตรา ๙ แห่งร่างพ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. ….

๖. การพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้เป็นไปตามความต้องการความจำเป็นพิเศษของเด็กแต่ละบุคคล

ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. มาตรา ๙ (๑๐) จึงกำหนดให้มีการจัดการคัดกรองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาทั้งนี้เพื่อให้ทราบถึงความต้องการจำเป็นพิเศษของเด็กเพื่อให้สามารถจัดบริการพิเศษตามความต้องการจำเป็นพิเศษของเด็กให้ได้เร็วที่สุด เพราะเด็กได้รับบริการเร็วที่สุดย่อมได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะอาจช่วยให้ความต้องการจำเป็นพิเศษมีเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น และหากรู้ชัดว่าเป็นเด็กพิการหรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษหรือเด็กด้อยโอกาสก็สามารถที่จะจัดการศึกษาและสวัสดิการให้เหมาะกับเด็ก