Knowledge Base

July 18, 2019

เสียงสะท้อนประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษา : ตอนที่ ๒ “แผนการศึกษาแห่งชาติ”

เสียงสะท้อนประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษา : ตอนที่ ๒
“แผนการศึกษาแห่งชาติ”

รองศาสตราจารย์จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์
อดีตรองประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

          หากจะคาดหวังผลสำเร็จในงานให้ได้นั้น ควรคิดก่อนทำ ทำตามที่คิดไว้ ติดตามประเมินผล ทบทวนและปรับปรุงหากผลและวิธีดำเนินการไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ นอกจากนั้น หากงานดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือของผู้คนจำนวนมาก เราย่อมต้องอาศัยเครื่องมือที่เข้ามาช่วยในการสื่อสาร ทำความเข้าใจกับสิ่งที่จะทำร่วมกัน ใช้เพื่ออ้างอิงและเพื่อถ่ายทอดความคิดสู่การปฏิบัติให้ได้อย่างมีประสิทธิผล

          “แผนการศึกษาแห่งชาติ” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๕๔ โดยมาตราดังกล่าววางหลักการสำคัญให้กฎหมายการศึกษาแห่งชาติต้องบัญญัติให้มีการจัดทำ ดำเนินการและตรวจสอบการดำเนินการของแผนการศึกษาแห่งชาติ อันเป็นการสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุดที่มุ่งจะให้มีและใช้แผนการศึกษาแห่งชาติเป็นกลไกหลักสำคัญเพื่อใช้ในการจัดการศึกษา ซึ่งหลักการเกี่ยวกับประเด็นแผนการศึกษาแห่งชาติตลอดจนแนวทางที่เกี่ยวข้องในการจัดทำ ดำเนินการ และตรวจสอบประเมินผลเพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิรูป ปรับปรุงและพัฒนาระบบการศึกษาของชาติยังได้รับการบรรจุไว้ในร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่อีกด้วย

          เมื่อกล่าวถึงแผนการศึกษาแห่งชาติ เราได้มีการจัดทำมาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๗๕ และได้มีการทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการอีกด้วย ทั้งนี้ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดไว้ให้สภาการศึกษาเป็นผู้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติและประกาศใช้ ให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานำไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เป็นภาคบังคับ หรือระบุแนวทางหรือกลไกที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติว่าควรเป็นเช่นใด รวมถึงไม่ได้กำหนดให้หน่วยราชการต้องมีการดำเนินการตามแผนดังกล่าวอย่างไรให้เกิดประสิทธิผล ตลอดจนแนวทางที่จะตรวจสอบประเมินผลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลจากการประเมินดังกล่าวมาใช้ทบทวนและปรับปรุงสำหรับการจัดทำแผนและการบริหารแผนในโอกาสต่อไป นอกจากนี้ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ได้ศึกษาเอกสาร รายงานวิจัยประเมินผลรวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า ประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการใช้แผนการศึกษาแห่งชาติที่ผ่านมามีไม่มากนัก ไม่มีผู้ร่วมรับผิดชอบในการบริหารแผนที่ชัดเจน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามแผน ประเทศใช้งบประมาณด้านการศึกษาโดยรวมจำนวนมาก ในขณะที่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ แผนการศึกษาแห่งชาติเองไม่สามารถขับเคลื่อนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินหรือบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษาได้โดยตรง ยกเว้นแต่เมื่อหน่วยงานเหล่านั้นต้องการเหตุผลอ้างอิงในการของบประมาณหรือกำลังคน

          ดังนั้น ร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่นี้ จึงมีสาระสำคัญกำหนดให้การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ การนำแผนไปถ่ายทอดสู่การปฏิบัติ และการติดตามประเมินผล ต้องได้รับการดำเนินการอย่างเป็นระบบ และกำหนดไว้ด้วยว่า

                    ๑) ให้การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติต้องพิจารณาความสอดคล้องกับทิศทางของการพัฒนาประเทศ รวมถึงต้องพิจารณาข้อเสนอและข้อคิดเห็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบในการจัดทำแผน และเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติต่อไป

                    ๒) ให้หน่วยราชการต้องร่วมกันจัดทำและปรับปรุงแผนปฏิบัติการรายปีทุก ๔ ปี ทบทวนทุกปีในลักษณะ Rolling plan ทุกปีเพื่อจัดทำคำของบประมาณ การจัดสรรงบประมาณและแผนอัตรากำลังต้องให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติสามารถมีความเห็นต่อการเสนอแผนงบประมาณด้านการศึกษาของหน่วยราชการต่างๆ ประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้

                    ๓) ให้มีการประเมินผลแผนการศึกษาแห่งชาติครอบคลุม โดยให้ใช้ข้อมูลและสารสนเทศในระบบที่จะได้รับการพัฒนาขึ้น โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ครูและสถานศึกษา และต้องรายงานต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

                    ๔) ให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้านภายใต้คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติที่จะแต่งตั้งขึ้น ทำหน้าที่ยกร่างแผนการศึกษาแห่งชาติและเสนอแนะการปรับปรุงที่จำเป็น

          กอปศ. ตั้งความคาดหวังว่า การปฏิรูปในส่วนของการจัดทำและบริหารแผนการศึกษาแห่งชาติตามแนวทางที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่จะส่งผลให้การพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนและได้รับการถ่ายทอดสู่การปฏิบัติโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและตรวจสอบได้ของการใช้ทรัพยากรของชาติ อีกทั้งภาคส่วนต่างๆ รวมถึงประชาชนจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะและการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินการต่างๆ เพื่อนำมาสู่การปรับปรุงอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้หน่วยงานราชการทางการศึกษาคงต้องมีการศึกษาและเตรียมความพร้อมเพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป

          ในตอนหน้า ผมจะขอกล่าวถึงบทบาทของร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่กับการทำให้ระบบการศึกษาไทย เป็น “ระบบเปิด” ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ และประชาชนในการจัดการศึกษาของประเทศในทุกระดับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เสียงสะท้อนประสบการณ์การปฏิรูปการศึกษา : ตอนที่ ๑ “จัดทำกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ”