ข่าวประชาสัมพันธ์

August 23, 2018

กอปศ. กำหนดดีเดย์แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ไม่รื้อโครงสร้างแต่ปรับบทบาท

การประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 37/2561 เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 ณ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เป็นประธานการประชุม การประชุมครั้งนี้มีการพิจารณา เรื่อง “ร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา” “ร่างพระราชบัญญัติสภาครูและบุคคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ….” และ “ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ….”

รองศาสตราจารย์ จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า วาระสำคัญที่พิจารณาในวันนี้ คือนำเสนอร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่คณะกรรมการได้ร่วมกันจัดทำในการประชุมสัมมนาเมื่อวันที่ 13-14 สิงหาคม ฉบับปรับปรุงเพื่อขอความคิดเห็นเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง  โดยยังคงสาระสำคัญของแผนปฏิรูปใน 6 ประเด็นคือ เรื่องที่เชื่อมโยงกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ   เรื่องของเด็กเล็ก  เรื่องของครู  การจัดการเรียนการสอน การลดความเหลื่อมล้ำ และเรื่องของโครงสร้าง  แต่มีความคิดเห็นจากกรรมการหลายท่านว่าอยากจะใช้คำว่าการปฏิรูปบทบาท หน้าที่และอำนาจของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการมากกว่าการใช้คำว่าปฏิรูปโครงสร้าง  กำหนดการของแผนปฏิรูปฯ  คือ การนำร่างแผนปฏิรูปฯ ขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (www.thaiedreform.org) เป็นระยะเวลา 15 วัน ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งกระบวนการรับฟังจะดำเนินการถึงสิ้นเดือนนี้  ปัจจุบันมีผู้เข้าระบบมาดาวน์โหลดแผนปฏิรูปฯ ไปทำการศึกษา ประมาณ 900 กว่าราย และมีผู้ที่เสนอความคิดเห็นมาแล้วประมาณ 24-25 ราย จึงอยากเชิญชวนให้มีผู้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นให้มากๆ  ท่านประธาน กอปศ. ต้องการให้ร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาแล้วเสร็จในวันอังคารที่ 4 กันยายนนี้ เพื่อเสนอต่อรัฐบาลโดยเร็วที่สุด

นอกจากนั้นได้มีการพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการทำงาน  เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่จะเสนอเป็นมาตรการระยะเร่งด่วน ในช่วงที่คณะกรรมการอิสระฯ ปฏิบัติหน้าที่ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 จะทำให้เกิดรูปธรรมของการขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องใดบ้าง ซึ่งจะได้นำเรียนนายกรัฐมนตรี เสนอรัฐบาล และรัฐมนตรีฯต่อไป   ได้ข้อสรุปว่า 6 เรื่องที่จะพยายามเร่งให้เสร็จได้แน่นอนมีดังนี้คือ
1) พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่เป็นเหมือนธรรมนูญด้านการศึกษาต้องผ่านการพิจารณาของ สนช. ให้ได้  รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่สำคัญอีกประมาณ 3-4 ร่าง เช่น พ.ร.บ.ปฐมวัย เป็นต้น
2) โรงเรียนที่มีความเป็นอิสระเป็นนวัตกรรมของการจัดการศึกษา จะต้องมีกฎกระทรวงที่จะทำเรื่องนี้ออกมาให้เป็นรูปธรรมเพื่อที่จะให้งานเรื่องนี้เริ่มต้นได้ รวมทั้งข้อเสนอที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการสนับสนุนโรงเรียน
3) ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งจะเป็นระบบสารสนเทศที่จะช่วยสนับสนุนการจัดการศึกษา ในส่วนต่างๆ ซึ่งพยายามที่จะทำให้สำเร็จได้เป็นรูปธรรม ภายในกลางปีหน้า
4) ระบบจัดการของการผลิตคัดกรองครู จะทำให้เกิดรูปธรรมที่เป็นข้อเสนอของการดำเนินการให้ได้ทัน
5) หลักสูตรฐานสมรรถนะ ซึ่งนอกจากอยู่ในกฎหมายแล้ว จะขับเคลื่อนให้สำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติ  และต้นร่างหรือต้นแบบของหลักสูตรฐานสมรรถนะที่จะนำไปใช้เพื่อการศึกษา โดยไล่ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นไปเรื่อยๆ   แต่ว่าในระยะสั้นคงจะเอาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องเด็กปฐมวัยให้สำเร็จให้ได้ก่อน
6) กรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นข้อเสนอและเป็นบทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยจะเตรียมโครงสร้าง ระเบียบวิธีทำงานให้ทัน เมื่อพ.ร.บ.ผ่านแล้ว ก็ให้กรรมการชุดนี้สามารถดำเนินการได้เลย

สำหรับโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการที่หลายท่านให้ความสนใจ แนวทางของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษายึดเรื่องของกลยุทธ์ที่จะใช้ในการปฏิรูปการศึกษาเป็นสำคัญ  ตัวร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจะช่วยกำหนดระบบที่สำคัญของการศึกษาที่ต้องการดูแล   เพื่อจะรองรับการทำให้ระบบเกิดรูปธรรมในการทำงานก็กำหนดกลไกที่เป็นโครงสร้างสำคัญไว้ อาทิ ส่วนที่เป็นหลักก่อนก็คือตัวสำนักงานกับคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติที่จะเป็นกลไกสำคัญในการชี้นำทิศทางในการทำงานรวมทั้งรองรับข้อกำหนดทางรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการจัดทำ ดำเนินการ และตรวจสอบการดำเนินการของแผนการศึกษาแห่งชาติ    ส่วนที่สองที่เป็นกลไกสำคัญที่เรากำหนดไว้ในเชิงโครงสร้างที่จะมีการปรับปรุงขนานใหญ่และจะเป็นจุดเน้นของการปฏิรูปการศึกษาคือ  การทำให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศ   ในร่าง พ.ร.บ.และแผนปฏิรูปฯ ให้ความสำคัญกับโครงสร้างของโรงเรียนที่จะต้องมีความเป็นอิสระ เป็นมาตรการที่เป็น Quick win ที่ต้องทำแน่นอนและทำอย่างไรให้เสร็จให้ได้ในเดือนพฤษภาคม และต้องมีกฎกระทรวงที่ใช้บังคับให้ทัน  ส่วนที่สามคือตัวสถาบันหลักสูตรที่จะเป็น game changer  ที่สำคัญในเรื่องของการพัฒนาทางวิชาการของระบบการศึกษาของไทย ซึ่งอันนี้ต้องขับเคลื่อนและผลักดันให้สำเร็จ เพราะหน่วยงานนี้ไม่ใช่แค่ทำหลักสูตร แต่มีหน้าที่วิจัยและพัฒนา นอกจากได้หลักสูตรแล้ว ยังต้องสร้างเครื่องมือในการสนับสนุนสถานศึกษาในการทำหลักสูตรสถานศึกษา รวมทั้งสื่อการสอน ระบบการประเมินผลการเรียนรู้ ประเมินผลผู้เรียน ให้ครบวงจรและบูรณาการจริงๆ  นับเป็นโครงสร้างที่สำคัญมาก   สำหรับโครงสร้างที่เหลือของกระทรวงศึกษาธิการ  ในมุมของกรรมการอิสระได้คุยกันแล้วว่าในส่วนของหน่วยงานเราจะปรับเท่าที่จำเป็นจริงๆ คงไม่ใช่ว่ามานั่งรื้อกันจนใครต่อใครทำงานกันไม่ได้  ถ้าในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติระบุไว้ว่าส่วนไหนจำเป็น ก็ให้มีการปรับบทบาทกันตามหลักธรรมาภิบาลหรือเพื่อให้การยกระดับคุณภาพสามารถดำเนินการได้  เป็นการแก้ข้อจำกัดหรือปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติที่เป็นอยู่แต่เดิม จะเป็นการทำเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องตรงนั้น เป็นการปรับบทบาท หน้าที่และอำนาจ

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเรื่องโครงสร้าง กรรมการวางหลักไว้ว่าจะมีอยู่ 4 กลุ่มโครงสร้างที่จะทำงาน กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ดูแลเรื่องนโยบาย  กลุ่มที่สองคือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล  กลุ่มที่สามคือหน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุน และกลุ่มที่สี่คือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปฏิบัติ   ตอนนี้ที่ลงตัวแล้วคือหน่วยนโยบายคือทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย และหน่วยสุดท้ายก็คือหน่วยปฏิบัติคือโรงเรียน ตอนนี้นิ่งมากแล้ว ไปได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหน่วยตรงกลางคือหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลกับหน่วยสนับสนุน เริ่มเป็นรูปร่างที่ชัดมากตอนนี้คือสนับสนุนด้านหลักสูตรก็คือสถาบันหลักสูตร ในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่กรรมการอิสระจัดทำขึ้น ได้วางเป็น 3 ระยะ ระยะแรกคือช่วงที่คณะกรรมการอิสระทำงานอยู่ ก็คือ ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม  ระยะที่สองคือระยะ 5 ปี ระยะที่  3 คือระยะ 10 ปี เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขียนไว้ในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ตั้งใจไว้เลยว่าสมบูรณ์ 100 % ภายใน 10 ปี  ส่วนใน 6 เรื่องที่กำหนดไว้ว่าจะให้ได้ภายใน 30 พฤษภาคม ที่ประชุมก็ได้มีข้อสังเกตุว่ามีบางเรื่องที่ต้องตรวจสอบให้มั่นใจ อาทิ บางประเด็นที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 258 จ เช่นเรื่องการที่จะให้ครูได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน  ในเรื่องกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล เรื่องที่ทุกคนก็อยากเห็นเช่นเรื่องของอนุบาลสามขวบที่จะต้องได้เรียนฟรีจริง  มีการยกประเด็นของการที่เด็กเรียน ม.ปลายกับ ปวช. ควรจะได้เรียนฟรีด้วย หรือในเรื่องของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์จะต้องได้เรียนอย่างมีคุณภาพตามความถนัดของตัวเองทั้งเด็กและทั้งประชาชนด้วย