ข่าวประชาสัมพันธ์

August 31, 2018

กอปศ. เห็นชอบร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เตรียมนำร่อง “อ่างขางโมเดล” จัดการศึกษากลุ่มโรงเรียนบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร

การประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 38/2561 ณ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณา เรื่อง “ร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา” และ “รูปแบบการพัฒนาโรงเรียนเครือข่ายความร่วมมือเพื่อคุณภาพการจัดการศึกษา”

ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ได้กล่าวภายหลังการประชุมว่า มติสำคัญของที่ประชุมในวันนี้คือ เห็นชอบในร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ที่ได้จัดทำตลอดมาหลายเดือนและเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ซึ่งจะได้นำเสนอรัฐบาลต่อไป พร้อมเสนอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปประเทศด้านอื่นๆ เป็นด้านที่ 12 อีกไม่นานจะได้จัดงานชี้แจงเปิดตัวแผนปฏิรูปประเทศฯ แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือประชาชนทั่วไปเพื่อจะได้ทราบประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง อีกเรื่องหนึ่งที่ประชุมพิจารณาวันนี้คือโครงการอ่างขางโมเดล ซึ่งจะบุกเบิกเป็นการทดลองทำกลุ่มโรงเรียนที่มีการบริหารเป็นอิสระ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และเป็นวิธีการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ทั่วไปและเป็นปัญหาใหญ่

นางเรียม สิงห์ทร กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการจัดการศึกษากลุ่มโรงเรียนบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร อ่างขางโมเดล ว่าจะประกอบด้วยโรงเรียน 5 โรง คือ โรงเรียนบ้านขอบด้ง โรงเรียนเทพศิรินทร์9 โรงเรียนบ้านหลวง โรงเรียนบ้านผาแดง และโรงเรียนสันติวนา ซึ่ง 5 โรงเรียนนี้มีบริบทอัตลักษณ์ วัฒนธรรมซึ่งแตกต่างกัน คือเป็นชาวเผ่าชาติพันธุ์ กระหร่อง มูเซอ ไทยใหญ่ และคนจีนยูนาน กอปศ.ได้ไปเห็นสภาพ เห็นบริบทของพื้นที่ รู้ถึงปัญหา ปัจจุบันจะมีปัญหาด้านภาษาที่ต้องการแก้ไข ดอยอ่างขางเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยว เด็กชาติพันธุ์ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์น้อยต้องใช้ภาษาอังกฤษและที่สำคัญมากคือภาษาจีน ปัญหาเรื่องความยากจน ผู้เรียนมุ่งการมีงานทำและประกอบอาชีพ บนอ่างขางมีหัตถกรรมในพื้นที่ เป็นหัตถกรรมที่ชนเผ่าเอามาดัดแปลง เป็นงานที่เอามาจากป่า เป็นการรักษาป่า รักษาสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ สืบทอดวัฒนธรรมและประเพณี การสืบทอดมาถึงปัจจุบันนี้ ตรงนี้เป็นการต่อยอด ก็จะจัดตรงนี้เข้าสู่หลักสูตรท้องถิ่นก็จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตลอดเวลา การแก้ปัญหาที่รู้ว่าน่าจะได้ผลดีก็คือการรวมโรงเรียนเข้าด้วยกันเป็นการจัดการศึกษากลุ่มโรงเรียนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดารอ่างขางโมเดล โดยเลือกทดลองความเป็นอิสระในด้านงบประมาณและด้านวิชาการ

ความเป็นอิสระในด้านงบประมาณยังคงใช้งบประมาณที่ทางราชการให้มาเหมือนเดิมไม่มีการเรียกร้องเพิ่มเติม โดยมีบทบาทของคณะกรรมการก็คือ คนในชุมชนจะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและดูแลตรงนี้ อิสระด้านต่อมาที่ต้องการคือความเป็นอิสระด้านวิชาการ โรงเรียนทำตามศาสตร์พระราชาของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยเน้นในเรื่องของการใช้ชีวิต ให้เด็กเรียนรู้จากชีวิตจริง ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพแวดล้อม แล้วนำเข้าสู่หลักสูตรท้องถิ่น ใช้หลักสูตรการสอนโดยใช้แบบ Active Learning นี่คือการสอนที่เด็กมีการพัฒนาอย่างมีชีวิตชีวา และมีความตื่นรู้ และคนเป็นครูก็ต้องปรับตัวเอง โดยใช้ PLC คือการร่วมกันพัฒนาในเชิงวิชาการและเชิงวิชาชีพ ส่วนหนึ่งของด้านวิชาการที่จะเน้นคือการฝึกให้เด็กอ่านออกเขียนได้ เพราะเป็นเด็กชาติพันธุ์ยิ่งสำคัญมาก และที่เราต้องการคือเสริมด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีนเพื่ออาชีพ และอีกข้อหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยี เพราะในปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้มันได้ก้าวคืบเข้าไปใกล้ ทำยังไงให้เด็กรู้จักใช้อย่างถูกต้อง ไม่ไร้สาระ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และสามารถดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้

เมื่อมีโครงการก็มีการประเมิน การประเมินทางวิชาการใช้กรอบสมรรถนะ 10 ข้อ ที่จัดทำขึ้นโดยคณะทำงานอนุกรรมการจัดการเรียนการสอนในคณะกรรมการอิสระ ได้แก่ 1)ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 2)คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน 3)การสืบสอบทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ 4)ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 5)ทักษะชีวิตและความเจริญแห่งตน 6)ทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ 7)ทักษะการคิดขั้นสูงและนวัตกรรม 8)การรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล 9)การทำงานแบบรวมพลังเป็นทีมและภาวะผู้นำ 10)การเป็นพลเมืองตื่นรู้และสำนึกสากล ข้อที่สำคัญมากคือข้อที่ 6 ทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ เพราะว่าตรงนี้เด็กบนดอยบางคนจะมีการเกษตร ก็จะมีการต่อยอดตรงนี้ ต้องการให้สนับสนุนเสริมสร้างอาชีพของเขา ในด้านงบประมาณก็จะมีกรรมการบริหารและมีผู้ตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบและกรรมการบริหารก็จะเป็นบุคคลากรในพื้นที่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากต้นสังกัด และครูที่มีประสบการณ์ และที่สำคัญมากก็คือว่า ได้สร้างการสนับสนุนที่เหมาะสม และส่วนกลางให้ความเป็นอิสระแก่โรงเรียน ความต้องการมีอยู่ด้วยกัน 4 ด้าน 1) หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น 2) ต้องการการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และ PLC 3) ต้องการการประเมินแบบเน้นสมรรถนะ 10 ข้อ 4) ต้องการการขับเคลื่อนโดยผู้บริหารครู บุคลากรทางการศึกษาชุมชนและคณะกรรมการในพื้นที่ซึ่งประกอบด้วยชุมชน เพราะว่าสิ่งที่เราทำต้องถามความต้องการชุมชนเป็นหลักด้วย สุดท้ายการมีส่วนร่วมของการรับรองคุณภาพจากภาคีเครือข่ายจากข้างนอกที่เข้ามาสนับสนุนช่วย

ระยะเวลาของการทำโครงการใช้เวลาประมาณ 3 ปี
ปีที่ 1 เปิดตัวแผนงาน ทำความเข้าใจแก่พื้นที่และผู้กำหนดนโยบาย พัฒนาโรงเรียนเป้าหมาย 5 แห่ง ออกแบบการทำงานทั้งระบบอย่างมีส่วนร่วม รวมทั้งการลดข้อจำกัดภาระงานเพื่อเพิ่มเวลาให้ครูอยู่กับนักเรียน พัฒนาระบบข้อมูลโรงเรียนและนักเรียนทั้ง 5 โรงเรียน พัฒนาระบบโรงเรียนและกลไกการทำงานในทุกระดับ
ปีที่ 2 การพัฒนาและยกระดับการทำงาน เพิ่มนวัตกรรมที่จำเป็น ลดข้อจำกัดของโรงเรียนและขยายโรงเรียนเป้าหมายทั้ง 5 โรงเรียน โรงเรียนบนพื้นที่สูงไม่ได้มีเพียง 5 โรงเรียนเท่านั้น ภาคเหนือมีประมาณ 30-40 โรงเรียน เมื่อขอบด้งสามารถที่จะนำร่องหรือเป็นต้นแบบได้ ก็สามารถที่จะเป็นต้นแบบที่จะขยายออกไปได้
ปีที่ 3 ประเมินผลและขยายไปสู่โรงเรียนที่เหลือกลุ่มโรงเรียนบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดารในพื้นที่ต่างๆ
ผลที่เราทำ 3 ปี ได้รูปแบบโรงเรียนบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดารอ่างขางโมเดล เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการผลักดันการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ซึ่งเป็นทางเลือกในการปฏิรูปการศึกษา ได้โรงเรียนที่มีคุณภาพที่สามารถบริหารจัดการตนเองได้ ได้คุณภาพผู้เรียนตอบโจทย์ชุมชนและ Thailand 4.0 ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์และคิดเชื่อมโยงได้ มีความผูกพันกับท้องถิ่น มีจิตสาธารณะและมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือจากคนในพื้นที่ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการ ศึกษาธิการ กสจ ระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น ระดับเขต เครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองเครือข่ายโรงเรียนในกลุ่มอ่างขางและที่สำคัญคือสถานีเกษตรอ่างขางซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่อยู่ใกล้สามารถขอให้เป็นตัวช่วยในการปฏิบัติหน้าที่และงานของการเรียนการสอนได้ และที่สำคัญคิดว่าจะต้องขอสนับสนุนจากหน่วยงานนอกพื้นที่ อาจจะเป็นฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นสำหรับงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยคือ สกว. เข้ามาดูแลขับเคลื่อนซึ่งก็เป็นความต้องการของโมเดลอ่างขาง


นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการอ่างขางเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ทางกรรมการอิสระพยายามชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กำหนดไว้ในแผนปฏิรูปประเทศ ในร่างพ.ร.บ. สามารถเป็นจริงได้ และอ่างขางโมเดลก็เป็นแนวทางหนึ่ง สิ่งที่จะเป็นสาระหลักมีอยู่ 2-3 เรื่อง เรื่องแรกคือการที่จะให้โรงเรียนเป็นอิสระ แต่ในรูปแบบของอ่างขางไม่ใช่โรงเรียนอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะของกลุ่มโรงเรียนด้วย และเป็นกลุ่มโรงเรียนที่พิเศษกว่าปกติตรงที่เป็นกลุ่มโรงเรียนที่ไม่ได้ติดกับพื้นที่การปกครอง เพราะในอ่างขางโมเดลทั้ง 5 โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่อยู่คนละอำเภอกัน แต่ว่าอยู่ในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกัน อยู่บนสันเขาเดียวกัน เขาก็มีความต้องการจำเป็นทางด้านการศึกษาเหมือนกันและนี่คือจุดพิเศษคือเป็นกลุ่มโรงเรียนตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ไม่ใช่พื้นที่การปกครอง และก็มีความต้องการเดียวกัน ประการที่สองที่จะเห็นว่าเป็นความพิเศษก็คือ รูปแบบนี้เน้นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ คือการจะร่วมกันทำงานของ สพท กศน ศึกษาจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและทางโครงการหลวง อันที่สองที่คิดกันไว้ในแง่บูรณาการคือคงต้องมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งครู วัสดุ ครุภัณฑ์ เครื่องมือ อันนี้เป็นรูปแบบที่จะเกิดขึ้น อันที่สามที่ประชุมได้พูดคุยคือ แนวความร่วมมือนี้จะคล้ายโรงเรียนประชารัฐ แต่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงเรียนประชารัฐ ไม่ใช่โรงเรียนโรงเรียนเดียวแต่เป็นกลุ่มโรงเรียนประชารัฐ ซึ่งปัจจุบันทีมโรงเรียนประชารัฐ 4 พันกว่าโรง เขาดูเป็นรายโรง รอบนี้จะเป็นนวัตกรรมของโรงเรียนประชารัฐที่จะเป็นกลุ่มโรงเรียน คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ซึ่งเป็นประธาน ก็ได้พิจารณาแล้วว่ากลุ่มนี้จะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะรับเข้าไปอยู่ในทีมประชารัฐด้วย และประการสุดท้ายที่ประชุมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนกัน ก็เลยมอบให้มีการตั้งทีมงานพิเศษขึ้นมาดูแลคณะทำงานร่วมซึ่งจะประกอบด้วยทีมงานในพื้นที่ของอ่างขาง และทีมของส่วนกลางซึ่งจะมีทุกสังกัดที่เกี่ยวข้อง และทีมของประชารัฐที่จะมาช่วยเสริม และทางท่านประธานก็มอบให้ทางสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นทีมเลขานุการที่จะทำงานนี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเราวางแผนว่าช่วงเดือนหน้าคงต้องมีการหารือวางแผนที่จะทำงานปลดล็อค อำนวยความสะดวกทุกอย่างให้มันเกิด