ข่าวประชาสัมพันธ์

September 10, 2018

กอปศ. ปรับแผนปฏิรูปประเทศเพิ่มประเด็นพลิกโฉมปฏิรูปด้วยระบบดิจิทัล เตรียมจัดสัมมนากางแผนปฏิรูป

การประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 39/2561 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561 ณ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เป็นประธานการประชุม ได้มีการพิจารณา เรื่อง “รายงานผลการวิจัยการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ” โดย คณะผู้วิจัยจาก World Bank “ร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา” “บทสรุปผู้บริหาร เรื่อง ร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา” และ “โครงการสัมมนา กางแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา พลิกโฉมหน้า…ประเทศไทย”





นางภัทรียา สุมะโน ประธานอนุกรรมการสื่อสารสังคม กล่าวว่าในวันพุธที่ 26 กันยายน 2561 กอปศ. จะได้จัดสัมมนา เรื่อง กางแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา พลิกโฉมหน้า…ประเทศไทย ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพ การสัมมนานี้เพื่อที่จะชี้แจงสาระสำคัญของแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กลุ่มเป้าหมายเจาะจง คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ซึ่งเป็นคนที่อยากให้ได้รับรู้และแสดงความคิดเห็นในเรื่องของแผนปฏิรูปประเทศ อาทิ กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน กรรมาธิการการศึกษาและกีฬาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง สมาคมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเป็นต้น กิจกรรมในงานจะมีการฉาย VTR “แผนปฏิรูปด้านการศึกษาคือเข็มทิศ ลายแทง” ตามด้วยการบรรยายพิเศษ สาระสำคัญ ร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดย รองศาสตราจารย์ จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ต่อจากนั้นจะเป็นช่วงของเสียงสะท้อน การซักถาม การตอบคำถาม โดยประธานอนุกรรมการ 5 คณะหลักของ กอปศ.


รองศาสตราจารย์ จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ กล่าวว่า จากการที่ได้นำร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ขึ้นรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ และตอนนี้ช่วงรับฟังความคิดเห็นได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ปรากฎว่ามีผู้เข้ามาร่วมดาวน์โหลดเอกสารต่างๆไปศึกษา 1,760 คน และได้เสนอความเห็นเข้ามาประมาณ 110 คน โดยหัวเรื่องที่คนสนใจมากที่สุด คือ การปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้โดยรวมของประเทศโดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่และกฎหมายลำดับรอง ความคิดเห็นต่างๆ คณะกรรมการนำมาประกอบการพิจารณาและได้มีการปรับเรื่องและประเด็นการปฏิรูปการศึกษา จากเดิมที่วางไว้ 6 เรื่อง ก็ได้ปรับเพิ่มเป็น 7 เรื่อง โดยยกระดับความสำคัญของการใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่อง ประกอบด้วยประด็นปฏิรูปจำนวน 3 ประเด็นหลัก อันแรกก็คือ Platform ซึ่งนอกจากจะใช้เพื่อการศึกษาในโรงเรียน เพื่อการพัฒนาครูแล้ว ก็จะมีแผนที่ขยายระบบนี้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย กลายเป็น Platform ใหญ่ โดยการใช้กระบวนการดิจิทัลเข้ามาช่วย เรื่องที่สองก็คือเรื่อง Big data ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากในการที่จะพลิกโฉมการจัดการศึกษาของประเทศโดยใช้ข้อมูลที่มีพลังและมีบูรณาการ เรื่องที่สามเป็นเรื่องของ Digital Literacy คือการรู้เท่าทันดิจิทัลซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่จะต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้สื่อดิจิทัลและมีความเท่าทัน เรื่องนี้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้ปัจจุบันสรุปว่าแผนปฏิรูปจะมีทั้งหมด 7 เรื่อง 29 ประเด็น ไม่เกินสัปดาห์หน้าจะเสร็จทั้งหมดและส่งได้

ศาสตราจารย์กิตติคุณ จรัส สุวรรณเวลา ได้กล่าวว่า ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ระยะหนึ่งซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เรียกว่า Digital transformation โลกทั้งโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคอีกยุคหนึ่ง ซึ่งการศึกษาจะต้องรองรับตรงนั้น โลกเปลี่ยนเร็ว Generation สุดท้ายที่เกิดขึ้น เป็น Generation Z เกิดขึ้นราวปี 1995 ก็ 23 ปีมาแล้ว คน Generation Z จะเป็นคนที่ไม่เหมือนกับคน Generation เก่า Generation Z ขณะนี้คือ คนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมหาวิทยาลัยกับเด็กที่อายุน้อยกว่านั้น คนเหล่านี้จะมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน สื่อสารทั้งหลายของเขาเปลี่ยน สมัยเดิม Generation X รวมทั้งอาจจะ Generation Y ด้วย อ่านหนังสือ อ่านเป็นเล่มและก็เปิดบท แต่เด็กสมัยใหม่ไม่อ่านหนังสือ เขารับรู้สิ่งต่างๆด้วยสื่อที่เป็นทั้งตัวอักษร ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง อารมณ์ที่มาหมดเลย เมื่อเป็นอย่างนี้วิธีคิดของคน วิธีการแสดงออกก็ไม่เหมือนกัน คนสมัยใหม่นี่จะข้ามเวลาได้เร็ว คิดเร็วกว่า ของช้าๆรับไม่ได้ คำต่างๆที่ยาวๆตัดสั้นหมดเพื่อที่จะสื่อได้เร็ว เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า เป็นคนที่ใช้ประโยชน์ทำธุรกิจได้ดีกว่าคนรุ่นเก่า ส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงของงานอาชีพ คนรุ่นใหม่จะเป็นคนที่ไม่ห่วงเรื่องความมั่นคงทางอาชีพ กลายเป็นเรื่องของความสามารถในการที่จะปรับตัวสร้างอาชีพใหม่ อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลย กลายเป็นว่าสิ่งที่ต้องปรับในด้านการศึกษา คือการศึกษาสำหรับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนไป แทนที่จะเป็นการศึกษาที่บังคับให้มาเรียนในห้องเรียน ทำไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นบทเรียนทั้งหลายต้องเปลี่ยน อุดมศึกษากำลังเปลี่ยน ถ้าดูมหาวิทยาลัยใหญ่ๆทั้งหลายทั่วโลก รวมทั้งของไทยด้วย หมายความว่าคนเหล่านี้ต้องเปลี่ยนวิธีการเรียน ไม่ใช่ไปนั่งในห้องเรียนแล้วบอก จะกลายเป็นวิธีการเรียนด้วยวิธีอื่น ให้ไปหาความรู้เอง ให้ไปดูจากความรู้เอง สิ่งที่ปรากฏว่าคนใช้มากที่สุดคือ YouTube ไม่ใช่ตัวอักษร คน Generation Y ที่เป็นคนที่กำลังทำงานอยู่ จำเป็นต้องปรับตัว เขาเรียกคน Generation Z ว่าเป็น Digital Native คน Generation Y ทั้งหลายเป็น Digital Immigrant เป็นคนอพยพเข้าสู่ยุค Digital เพราะฉะนั้นต้องปรับตัว แต่ที่ร้ายที่สุดกลายเป็น Generation X ซึ่งขณะนี้ Generation X คือผู้บริหารทั้งหลาย ที่นี้ผู้บริหารจะคิดอย่างเดิมและกำกับการศึกษาอย่างเดิม เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องเป็นการปรับผู้ที่ทำหน้าที่บริหารอยู่ให้กลับมาและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สามารถไปศึกษาได้ อันนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาก ตรงนี้กระทบกับอะไรทั้งหลาย ที่เป็นปัญหาก็คือโรงเรียนทั้งหลายจะต้องปรับอย่างไรถึงจะสร้างเด็กที่เป็น Generation Z สิ่งนี้สำคัญจึงยกขึ้นมาเป็นอีกประเด็นหนึ่งในการที่จะต้องปรับเรื่องการศึกษา ต้องปลอดล็อคต่างๆ ในความคิดเดิมที่มีอยู่ นี่คือผลสุดท้ายที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนจากแผนปฏิรูปด้านการศึกษา


นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวเสริมว่า ในการทำงานของคณะกรรมการอิสระฯ จะยืนอยู่บน 2 ขา ขาแรกก็คือขาทางด้านกฎหมายซึ่งจะอิงรัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง และจะตามด้วยองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวกับกฎหมาย ตอนนี้ก็คือแผนยุทธศาสตร์ชาติทุกด้าน และแผนปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ 11 ด้าน ก็มาเป็นกรอบให้ในขาที่ 1 ขาที่สองที่ใช้ตอนนี้คือความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความคิดเห็นก็จะมี 3 กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือผู้รับบริการ ซึ่งจะมีตั้งแต่ Gen X Y Z กลุ่มของผู้ที่จัดให้บริการส่วนใหญ่ก็อยู่ Gen X Gen Y เขาคิดอะไรยังไง และกลุ่มนักวิชาการ เพราะฉะนั้นทั้งขากฎหมายและขาความคิดเห็นก็จะมารวมกัน และจากทั้งสองส่วนนี้ สิ่งที่ออกมาเป็นงานของคณะกรรมการอิสระสองส่วน ส่วนแรกคือกฎหมาย กฎหมายตัวหลักใหญ่คือร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งไปที่ครม.แล้ว และก็มีกฎหมายลูกที่ไปก่อนแล้ว มีพ.ร.บ.ปฐมวัย พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรม พระราชกฤษฎีกาสถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติ กับอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ใช่กฎหมายก็คือแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ในเดือนนี้ทางท่านประธานก็จะเสนอไปทาง ครม. พอผ่านแล้วก็จะเป็นประเด็นที่ว่าหน่วยงานต่างๆจะต้องรับลูกต่อ ในส่วนของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาสิ่งที่จะมีผลมากๆคือในส่วนของแผนการศึกษาแห่งชาติที่ต้องมาทำการทบทวนให้สอดรับกับแผนปฎิรูปประเทศด้านการศึกษา