ข่าวประชาสัมพันธ์

October 16, 2018

กอปศ. หารือมอบความเท่าเทียมทางการศึกษาแก่เด็กในเขตพื้นที่ห่างไกล

การประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 45/2561 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 มีศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นประธานการประชุมได้มีการพิจารณา เรื่อง “การจัดการศึกษาในเขตพื้นที่ห่างไกล” และ “กองทุนผลิตและพัฒนาครู”


ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ได้กล่าวภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางการศึกษา หากอาศัยอยู่ในประเทศไทย แม้ไม่มีสัญชาติ ก็สามารถได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง จึงได้เชิญโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมาให้ข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อวางแนวทางช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเด็กชายขอบที่ไม่มีสัญชาติ ซึ่งจะนำเรื่องนี้ไปบรรจุไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาในเขตพื้นที่ห่างไกลไม่เพียงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรงเรียนขนาดเล็กของรัฐ
ในส่วนนี้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดย นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านต่างๆ ของโรงเรียนขนาดเล็ก (โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน) ปัจจุบันพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้นในขณะที่จำนวนการเกิดของเด็กลดลง ทำให้ต้องศึกษาข้อมูลของโรงเรียนขนาดเล็กแต่ละแห่งที่จัดตั้งขึ้น เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแนวทางจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความจำเป็นต้องจัดตั้งขึ้น ให้มีคุณภาพทางการศึกษา


นางเรียม สิงห์ทร กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนจัดตั้งขึ้นครั้งแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อสอนหนังสือให้แก่ชาวเขาได้เรียนรู้ภาษาไทย เพื่อใช้ภาษาไทยในการติดต่อและทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ระหว่างชาวไทยและชาวเขาได้สะดวก ทำให้เกิดความมั่นคงด้านการปกครอง นอกจากนี้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนยังทำให้เด็กเยาวชน ประชาชน ผู้ด้อยโอกาส ได้รับโอกาสทางการศึกษาเหมือนเด็กในเมือง เป็นการสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาของเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล การเรียนการสอนยึดตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ มีการเชื่อมโยงการเรียนการสอนกับสพฐ. และนำบริบทของพื้นที่เข้ามาเชื่อมโยงกับหลักสูตรให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งนี้ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนใน 9 เรื่อง ได้แก่ 1.ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย 2.เพิ่มประสิทธิภาพการอ่านและการเขียนภาษาไทย 3.ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ 4.สนับสนุนอาหารกลางวัน 5.สนับสนุนอัตรากำลังครู 6.ส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียนคู่พัฒนาทางการศึกษา 7.ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม DLTV 8.ส่งเสริมสนับสนุนการวัดและประเมินผลทางการศึกษา และ 9.สร้างขวัญและกำลังใจในโครงการ “ยอดครูผู้มีอุดมการณ์”


นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางแนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในหลายรูปแบบ ซึ่งการบริหารจัดการนี้ขึ้นอยู่กับสภาพและบริบทของโรงเรียน ครั้งนี้ศึกษาถึงสาเหตุว่าที่ผ่านมาทำไมจึงไม่สามารถยุบโรงเรียนหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กได้ คำตอบหนึ่งที่ได้ คือ ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เห็นได้ชัดว่าโรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งที่ถูกยุบไปแล้ว สามารถเปิดทำการได้อีกครั้ง นั่นเป็นเพราะพลังของชุมชน ครั้งนี้จึงต้องศึกษาถึงรายละเอียดและบริบทต่างๆ ที่เข้ามาเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้อง


นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่พบ คือ ระบบเลข 13 หลัก ของเด็กไทยที่ยังไม่มีฐานข้อมูลที่ชัดเจน ประกอบกับเด็กที่อยู่พื้นที่ห่างไกลหรือชายขอบไม่มีเลข 13 หลัก แต่ใช้เลขหรือรหัสที่โรงเรียนออกให้ เมื่อย้ายโรงเรียน โรงเรียนแห่งใหม่ก็ออกเลขหรือรหัสใหม่ให้ ทำให้เลขหรือรหัสเดิมยังคงมีอยู่ เกิดการซ้ำซ้อนของข้อมูล ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้นำข้อมูลตัวเลข 13 หลักจากกระทรวงมหาดไทยเข้ามาประมวลผลร่วมกันแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในการดำเนินการเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัว