ข่าวประชาสัมพันธ์

October 22, 2018

กอปศ. ผนึกกำลังกรรมการยุทธศาสตร์ชาติฯ ปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 47/2561 ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายกฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ศาสตราจารย์คลินิก น.พ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติฯ เข้าร่วมประชุม โดยที่ประชุมได้มีการหารือและพิจารณา เรื่อง “พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. ….” “ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์” และ “ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ….”





ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมร่วมกันระหว่าง กอปศ. กับกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติฯ ทำให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ยุทธศาสตร์ชาติฯ มองภาพรวมและเป้าหมายของประเทศใน 20 ปีข้างหน้า ส่วนการปฏิรูปเป็นเรื่องการปรับแก้ปัญหาที่มีอยู่ โดยเฉพาะการปรับกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เรื่องการศึกษา ที่จะต้องมีการปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ การมีเนชั่นแนลดิจิทัลแพลตฟอร์ม คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติฯ ค่อนข้างเห็นตรงกับ กอปศ. ว่าสังคมและฝ่ายต่างๆ ยังไม่เห็นความสำคัญในการเลี้ยงดู ดูแลเด็กปฐมวัยอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะเรื่องปัญญา ความสามารถ และจริยธรรม ที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของเด็กในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการประสานงานในการดูแลเด็กปฐมวัยของ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขาดหน่วยงานประสานงานและหน่วยงานรับผิดชอบหลัก กอปศ.ได้ให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะมี พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. แล้ว ยังได้ระบุเรื่องเด็กปฐมวัยไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาอีกด้วย



ทางด้านคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติฯ ให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยเช่นกัน ซึ่งระบุเรื่องเด็กปฐมวัยไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ในส่วนของรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น จะต้องมีการประชุมและหารือร่วมกันเพื่อลงรายละเอียดเนื้อหาสาระ เช่น เรื่องการลาคลอดบุตร ประเทศไทยสามารถลาคลอดบุตรได้ 3 เดือน แต่หากจะลางานต่อเพื่อเลี้ยงบุตรก็สามารถทำได้ แต่เป็นการลาที่ไม่ขอรับเงินเดือน ขณะที่ต่างประเทศพ่อหรือแม่จะลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูก แล้วค่อยกลับไปทำงาน มีงานวิจัยระบุว่าการพูดคุยระหว่างแม่กับลูกตั้งแต่ 6 เดือนแรก เด็กจะเรียนรู้ภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศได้ดีมากกว่าในช่วงวัยอื่น รวมทั้งสามารถจดจำสำเนียงและรับรู้ภาษาได้ดี ซึ่งประเทศไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าที่ควร ทั้งนี้ กอปศ.จะนำความคิดเห็นของคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติฯ ไปปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น