ข่าวประชาสัมพันธ์

November 5, 2018

กอปศ. เตรียมการเร่งคลอดกฎหมายการศึกษา ชี้! หากพิจารณาไม่ทันก่อนเลือกตั้ง ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้อาจสูญเปล่า

วันที่ 30 ตุลาคม 2561 ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 48/2561 ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ประชุมมีการพิจารณา เรื่อง “เตรียมการตามมติคณะรัฐมนตรี ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ. ….” “กรอบสมรรถนะหลักของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน”

ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมว่า จากการที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเสนอ และมีมติให้ยกเว้นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2550 (เรื่อง การซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐ) เกี่ยวกับการจัดตั้งสถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และให้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเร่งรัดดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว แล้วแจ้งผลการดำเนินการการจัดตั้งหน่วยงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกอบการตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป ที่ประชุม กอปศ. วันนี้จึงได้หารือถึงการดำเนินงานขั้นต่อไป และการยกร่างกฎหมายลำดับรองประมาณ 20 ฉบับ พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญของกฎหมาย เช่น ร่างพ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. …. หาก พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับที่ผ่านมติ ครม. ไม่เป็นไปตามโรดแมพ (Road map)ที่ กอปศ.วางไว้ การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้อาจไม่สำเร็จ

ศาสตราจารย์กิตติคุณจรัส กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาการศึกษามุ่งให้เกิดความรู้ในตำราเรียน เน้นเนื้อหาสาระ จนกลายเป็นการท่องจำโดยขาดความเข้าใจและการนำไปประยุกต์ใช้ จึงส่งผลให้การศึกษาไทยมีคุณภาพต่ำ เช่น มีเงินอยู่ 1,000 บาท ซื้อของไป 165 บาท ในห้องเรียนก็จะเขียน 1,000 เป็นตัวตั้งลบด้วย 165 (1,000 – 165 = 835 บาท) ขณะที่ในชีวิตจริงไปซื้อของอาจไม่ได้ทำเหมือนในห้องเรียน อาจมีวิธีคิดแบบอื่นอีก ดังนั้นหลักสูตรฐานสมรรถนะจึงมีความสำคัญที่จะทำให้เด็กเกิดความรู้ เข้าใจ และสามารถนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้

รศ.ดร.บังอร เสรีรัตน์ อาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในฐานะคณะทำงานวางแผนการจัดทำกรอบสมรรถนะหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กด้อยความสามารถเชิงสมรรถนะจำนวนมาก ด้อยสมรรถนะไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรู้ แต่เด็กไม่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีในชีวิตประจำวันได้ โดยคณะทำงานฯ ได้ศึกษาวิจัยและพบว่าผู้เรียนควรมี 10 สมรรถนะหลัก คือ 1) ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร 2) คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน 3) การสืบสอบทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ 4) ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 5) ทักษะชีวิตและความเจริญแห่งตน 6) ทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ 7) ทักษะการคิดขั้นสูงและนวัตกรรม 8) การรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล 9) การทำงานแบบรวมพลังเป็นทีมและมีภาวะผู้นำ และ 10) การเป็นพลเมืองตื่นรู้ และมีสำนึกสากล จึงได้ออกแบบแนวทางการจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยครูพัฒนาเด็กให้เกิด 10 สมรรถนะไว้ 6 แนวทาง ได้แก่ 1) ใช้งานเดิม เสริมสมรรถนะ 2) ใช้งานเดิม ต่อเติมสมรรถนะ 3) ใช้รูปแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาสมรรถนะ 4) สมรรถนะเป็นฐานผสานตัวชี้วัด 5) บูรณาการผสานหลายสมรรถนะ และ 6) สมรรถนะชีวิตในกิจวัตรประจำวัน จากการทดลองใช้ 6 แนวทาง ปรากฏว่า ครูเปลี่ยนพฤติกรรมการสอน สอนได้สนุกขึ้น และผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากขึ้น ปัญหาที่พบ คือ เมื่อเด็กเลื่อนระดับชั้นจากอนุบาลเป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 เด็กไม่สามารถปรับตัวเรียนครบทั้ง 8 สาระไม่ได้ จึงเสนอให้ปรับการเรียนการสอน โครงสร้าง การวัดและประเมินผล

รองศาสตราจารย์พิมพันธ์ เดชะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอนและการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะคณะทำงานวางแผนการจัดทำกรอบสมรรถนะหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า 10 สมรรถนะที่จัดทำขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของชาติ รัฐธรรมนูญ มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 และสอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ขณะนี้คณะทำงานได้ดำเนินการร่างหลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นหลักสูตรที่ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ จนเกิดเป็นสมรรถนะ และได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณาด้านต่างๆ เช่น การประเมินสมรรถนะ การพัฒนาหลักสูตรบรรยากาศในชั้นเรียน การสร้างความเข้าใจแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง สมรรถนะของเด็กแต่ละระดับชั้น วิธีการสอน และการนิเทศครูเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ ทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์