ข่าวประชาสัมพันธ์

April 9, 2019

กอปศ.เตรียมสรุปผลงาน 2 ปีส่งท้ายภารกิจปฏิรูป การศึกษาเอกชนควรได้รับการแก้ไข


การประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ครั้งที่ 12/2562 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 ณ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณ จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นประธานการประชุม และได้กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญเรื่อง การสรุปผลงาน 2 ปีส่งท้ายภารกิจ ผลผลิตที่เกิดขึ้นก็คือ 1) พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 2) ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. 3) ร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ฯลฯ รวมถึงความคิดเห็นของประชาชน ภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การลงพื้นที่ศึกษาและเก็บรวมรวมข้อมูล ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีมาก จึงจะจัดทำเป็นเอกสารอีกฉบับเป็นรายงานของ กอปศ. ที่จะพูดถึงเรื่องของสภาพความเป็นมาของเรื่องการปฏิรูปทั้งหมดเรื่องของผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วจนถึงปัจจุบันและก็ยังมีประเด็นปัญหาที่ยังเหลืออยู่ที่จะต้องทำต่อไป นำไปสู่เรื่องของแนวทางการแก้ปัญหา คาดว่าจะออกได้ภายในกลางเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ที่ประชุมยังพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่อง บทบาทของโรงเรียนเอกชน นักเรียนมีอยู่ในภาคเอกชนสองล้านสองแสนคนจากนักเรียนทั้งหมดเจ็ดล้านเจ็ดแสนเพราะฉะนั้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว และก็มีครูอยู่ในเอกชนแสนสี่หมื่นกว่าคน เพราะฉะนั้นเป็นจำนวนคนไม่น้อยที่ประสบปัญหาคือกฎหมายไปมองในลักษณะของการควบคุมมากกว่าส่งเสริม แล้วก็มีข้อเท็จจริงยืนยันว่ามีความได้เปรียบของการจัดการศึกษาในส่วนเอกชนเช่นเรื่องของความคล่องตัวในการปรับให้ตรงกับความต้องการของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตัวอย่างเช่นเรื่องของการจัดการศึกษาโดยเฉพาะอาชีวะซึ่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนใหม่เร็วๆ เรื่องนี้เอกชนประสิทธิภาพของการจัดการเขาจัดได้ดีกว่าในส่วนของราชการด้วยค่าใช้จ่ายต่อหัวมากกว่า ต้องมองเอกชนในลักษณะการแบ่งเบาภาระของรัฐ ถ้าดูแลตรงนี้ให้ดีก็จะเป็นประโยชน์ใช้ประโยชน์จากจุดได้เปรียบของเอกชนมาเป็นประโยชน์แทนที่จะเป็นการควบคุมกำกับเอกชนให้ทำงานได้ลำบาก จะต้องไปแก้ปัญหาบางส่วนเช่นการแข่งขันกันระหว่างรัฐกับเอกชนทำให้เกิดความยากลำบากกับเอกชน อันนี้ก็นำไปสู่เรื่องการที่มีกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติฉบับใหม่ว่าดูแลเรื่องของภาคเอกชน ปัจจุบันมีการทำ School mapping เพื่อดูการกระจายของโรงเรียนก็เป็นของภาครัฐ ไม่ได้มี mapping ของเอกชน ซึ่งถ้ารู้ว่าที่ใดมีเอกชนแล้วๆ รัฐไม่ต้องเข้าไป มีข้อกฏหมายที่พูดถึงเรื่องของบทบาทร่วมกันของเอกชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับรัฐในการจัดการศึกษา


นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ได้กล่าวว่า เอกชนมีส่วนแบ่งเบาภาระในการจัดการศึกษาของประเทศตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับปริญญาตรี แต่ว่าในส่วนที่เป็นระดับขั้นพื้นฐานบางส่วนก็ยังน้อยอยู่แต่ว่าสัดส่วนที่มีมากก็เป็นเรื่องของอาชีวะระดับอาชีวะ ปวช. ปวส. ส่วนระดับปริญญาตรีก็ยังน้อยอยู่แต่ถ้าเราดูบทบาทแล้วก็พบว่าเอกชนมีส่วนรับผิดชอบการศึกษาส่วนหนึ่งในสามคือประมาณเจ็ดสิบสามสิบเอกชนประมาณสามสิบโดยภาพเฉลี่ยแต่ว่าถ้าเราดูสภาพปัญหาของเอกชนที่ผ่านมาเราก็พบว่ายังให้ความสำคัญในบทบาทในส่วนนี้ยังไม่ค่อยเท่าที่ควรนัก กอปศ.ก็ได้มีข้อเสนอว่าถ้าจะให้มีการส่งเสริมเอกชนให้มีการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเดิมก็มีประสิทธิภาพมากอยู่แล้วดังที่จะเห็นได้จากการคะแนนโอเน็ตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในทุกวิชาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อสูงกว่าและก็มีต้นทุนในการจัดการศึกษาในระดับนี้ต่ำกว่า ในภาพการแข่งขัน กอปศ.ก็มองว่าจะทำอย่างไรให้เอกชนได้มีบทบาทมากขึ้น จึงได้ไปกำหนดในร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติฯ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องบทบาทของการศึกษาเอกชน เอกชนมีบทบาทในการจัดการศึกษามากขึ้นมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษา มองว่าเอกชนเป็นหุ้นส่วนในการจัดการศึกษาที่สำคัญไม่ได้มองว่าเอกชนมาทำเพราะมุ่งธุรกิจ